ตอนที่ 4

ระบบตื่นขึ้น

ทรายแก้ว · 24 ก.ย. 69 · 3,073 ตัวอักษร

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” หมอเต้เอ่ยขึ้น

ปรางค์กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” หมอเต้เอ่ยขึ้น

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

“ขอบคุณนะ ที่ยังอยู่ตรงนี้” ปรางค์เอ่ยขึ้น

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี

กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ปรางค์กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี ปรางค์กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ หมอเต้หันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก

ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน หมอเต้วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

“ไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะตามมาทัน” หมอเต้เอ่ยขึ้น

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ หมอเต้วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)