คาเฟ่แมวในซอยเจ็ด

ตอนที่ 3 · ประตูที่ไม่ควรเปิด

ตอนที่ 3

ประตูที่ไม่ควรเปิด

ทรายแก้ว · 24 ก.ย. 69 · 3,054 ตัวอักษร

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

หมอเต้วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

“ขอบคุณนะ ที่ยังอยู่ตรงนี้” ปรางค์เอ่ยขึ้น

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ หมอเต้ยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” หมอเต้เอ่ยขึ้น

เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ หมอเต้วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ ปรางค์ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้

ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี

เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี หมอเต้หันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หมอเต้แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” ปรางค์เอ่ยขึ้น

แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” ปรางค์เอ่ยขึ้น

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ ปรางค์หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” หมอเต้เอ่ยขึ้น

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ ปรางค์หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง หมอเต้วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)