ตอนที่ 4

ความจริงเบื้องหลัง

หมึกจาง · 22 ส.ค. 69 · 3,414 ตัวอักษร

บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ เฉินอวี่หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ หลี่เหมยหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ เฉินอวี่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก หลี่เหมยหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก เฉินอวี่หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก

“บางเรื่อง ไม่รู้เสียยังจะดีกว่า” หลี่เหมยเอ่ยขึ้น

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น

“อีกนิดเดียว… อีกนิดเดียวเท่านั้น” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ หลี่เหมยหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ

เฉินอวี่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี

รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)