ตอนที่ 2

ตลาดกลางคืน

หมึกจาง · 19 ส.ค. 69 · 3,623 ตัวอักษร

รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ เฉินอวี่หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ

“ไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะตามมาทัน” หลี่เหมยเอ่ยขึ้น

รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ

เฉินอวี่หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เฉินอวี่หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

หลี่เหมยยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เฉินอวี่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก หลี่เหมยยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” หลี่เหมยเอ่ยขึ้น

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ หลี่เหมยหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

“บางเรื่อง ไม่รู้เสียยังจะดีกว่า” หลี่เหมยเอ่ยขึ้น

กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ เฉินอวี่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

“คนที่หัวเราะทีหลัง มักจะหัวเราะดังกว่าเสมอ” หลี่เหมยเอ่ยขึ้น

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เฉินอวี่กำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” เฉินอวี่เอ่ยขึ้น

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เฉินอวี่หยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

เฉินอวี่หลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น หลี่เหมยแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ หลี่เหมยยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)