ตอนที่ 4

ระบบตื่นขึ้น

หมึกจาง · 10 ก.ค. 69 · 3,581 ตัวอักษร

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ซูหว่านวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

“ไปกันเถอะ ก่อนที่พวกมันจะตามมาทัน” ซูหว่านเอ่ยขึ้น

ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก หลินเฟิงหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หลินเฟิงกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

หลินเฟิงกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“อีกนิดเดียว… อีกนิดเดียวเท่านั้น” หลินเฟิงเอ่ยขึ้น

หลินเฟิงกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ

“ขอบคุณนะ ที่ยังอยู่ตรงนี้” หลินเฟิงเอ่ยขึ้น

เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก หลินเฟิงกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ซูหว่านแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ ซูหว่านวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง หลินเฟิงก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” หลินเฟิงเอ่ยขึ้น

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา

เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง หลินเฟิงกำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา หลินเฟิงหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” หลินเฟิงเอ่ยขึ้น

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ

หลินเฟิงหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ซูหว่านแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)