ดาวที่ไกลที่สุด

ตอนที่ 4 · ทางแยก

ตอนที่ 4

ทางแยก

ภูผา · 3 ก.ย. 69 · 3,508 ตัวอักษร

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น อัลแตร์แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” อัลแตร์เอ่ยขึ้น

อัลแตร์ยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ เวกาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” อัลแตร์เอ่ยขึ้น

เธอรู้ดีว่าถ้าตัดสินใจผิดครั้งนี้ จะไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น อัลแตร์แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น อัลแตร์แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

บันทึกเล่มเก่าถูกเปิดออก หน้ากระดาษเหลืองกรอบส่งกลิ่นอับจางๆ เวกาหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

เวกากำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก

เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก เวกาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน ตัวอักษรบนหน้าจอกะพริบช้าๆ ราวกับกำลังรอคำตอบ ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น เสียงหัวเราะดังมาจากลานกว้าง เด็กๆ วิ่งไล่กันไม่สนใจสิ่งใด เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี

แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

เขาเก็บความลับนี้ไว้คนเดียวมาตลอดสิบปี พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน เสียงระฆังจากหอสูงดังขึ้นสามครั้ง บอกเวลาที่ทุกคนต้องกลับเข้าที่พัก

“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมแพ้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ” อัลแตร์เอ่ยขึ้น

ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

อัลแตร์วางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ เวกาหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

เวกาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น

เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ เวกาก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

“ข้าไม่ได้มาเพื่อขออนุญาต ข้ามาเพื่อบอกให้รู้” เวกาเอ่ยขึ้น

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น เวกาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ถนนสายเล็กคึกคักกว่าที่คิด ร้านค้าเรียงรายไปจนสุดสายตา แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น อัลแตร์แอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)