เมืองที่ฝนไม่เคยหยุดตก

ตอนที่ 2 · บันทึกเล่มสุดท้าย

ตอนที่ 2

บันทึกเล่มสุดท้าย

นักเขียนทดลอง · 9 ก.ย. 69 · 3,269 ตัวอักษร

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” ครามาเอ่ยขึ้น

ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้ ทอดเงายาวลงบนพื้น ครามาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน

ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา

ผู้เฝ้าประตูวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ ทุกอย่างเงียบลงชั่วขณะ ราวกับโลกทั้งใบกลั้นหายใจรอ ครามาก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน ในเมืองนี้ ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าม้าเร็วเสียอีก

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” ผู้เฝ้าประตูเอ่ยขึ้น

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า เขาไม่ได้กลัวความตาย สิ่งที่กลัวคือการตายไปโดยยังไม่ได้ทำสิ่งที่สัญญาไว้ ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ

ผู้เฝ้าประตูวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

ครามาหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ผู้เฝ้าประตูแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ ผู้เฝ้าประตูหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ลมเย็นพัดผ่านลานหินหน้าตำหนัก ใบไม้สีทองร่วงลงมาเงียบๆ ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ครามาหลับตาลง ปล่อยให้ลมหายใจช้าลงจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง

ครามาหยุดเดินกะทันหัน สายตาจับจ้องไปยังเงาที่ขยับอยู่ปลายทางเดิน พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

“ระบบ นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่” ผู้เฝ้าประตูเอ่ยขึ้น

ไม่มีใครรู้ว่าคืนนั้น ผู้เฝ้าประตูแอบออกไปจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ รถไฟขบวนสุดท้ายแล่นผ่านไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบบนชานชาลา ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ผู้เฝ้าประตูวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ

ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก ตัวเลขในบัญชีพุ่งขึ้นจนเขาต้องขยี้ตาดูซ้ำอีกรอบ

ครามากำมือแน่น ความรู้สึกบางอย่างที่เก็บไว้นานเริ่มปะทุขึ้นมา ผู้เฝ้าประตูหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก

ความทรงจำในชาติก่อนไหลบ่าเข้ามาเหมือนเขื่อนแตก กลิ่นข้าวหอมจากครัวลอยมาแตะจมูก ทำให้ท้องร้องขึ้นมาอย่างไม่เกรงใจ

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงไม่ยอมบอกความจริงตั้งแต่แรก ประตูบานใหญ่ค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในมาหลายร้อยปี ผู้เฝ้าประตูวางถ้วยชาลงเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายตรงๆ ครามาก้าวเข้าไปในห้องโถง ทุกสายตาหันมามองพร้อมกัน

หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น

“วันนี้ฉันเลี้ยงเอง อย่าเพิ่งปฏิเสธ” ผู้เฝ้าประตูเอ่ยขึ้น

พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น พลังที่ไหลเวียนในร่างกายอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนปลายนิ้วเริ่มสั่น หน้าจอสีฟ้าโปร่งแสงปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง พร้อมข้อความที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ฝนเริ่มโปรยปรายลงมา กลิ่นดินชื้นลอยขึ้นมาปะปนกับกลิ่นธูปจากศาลเจ้า ผู้เฝ้าประตูยิ้มบางๆ แต่แววตากลับไม่ได้ยิ้มตามไปด้วย

แจ้งปัญหาตอนนี้

ความคิดเห็นตอนนี้ (0)